Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 Visitor : 775626
 
[knowledge] มาตรฐานการเจาะบ่อบาดาล  
 

มาตรฐานการเจาะบ่อบาดาล

 

บทนำ

                มาตรฐานการเจาะบ่อบาดาลที่จัดทำขึ้นนี้ สามารถใช้เป็นข้อกำหนดในการก่อสร้างบ่อบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภค และอุตสาหกรรมได้

 

                ด้วยประเทศไทยได้มีการเจาะและพัฒนาใช้น้ำบาดาลมายาวนานเป็นเวลากว่า 50 ปี คือก่อนปี พ.ศ. 2495 เริ่มต้นโดยการเจาะบ่อบาดาลขนาดใหญ่ จำนวนมากเพื่อจ่ายน้ำประปาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของการประปานครหลวงและดำเนินการก่อสร้างโดยบริษัทต่างชาติ จากประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยมีนักวิชาการที่มีความรู้ด้านน้ำบาดาลน้อยมาก จึงยังไม่มีการกล่าวถึงมาตรฐานบ่อน้ำบาดาล

 

                ประมาณปี พ.ศ. 2495 ทางราชการโดยกรมทรัพยากรธรณีและกรมโยธาธิการ ได้เริ่มนำเครื่องจักรขนาดใหญ่เพื่อใช้เจาะบ่อบาดาลทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและชนบททั่วประเทศ สำหรับชุดเจาะบ่อบาดาลของเอกชนเริ่มดำเนินธุรกิจประมาณปี พ.ศ. 2510ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศเข้าสู่การเจริญเติบโต มีการขยายธุรกิจอุตสาหกรรม

 

                มาตรฐานการเจาะบ่อบาดาลในอดีตมีใช้กันเฉพาะในภาคส่วนราชการและบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2520 รัฐบาลได้ประกาศใช้ พ.ร.บ. น้ำบาดาล มีผลบังคับให้ผู้ประกอบการน้ำบาดาลมาขึ้นทะเบียนกับกองน้ำบาดาล กรมทรัพยากรธรณี  ซึ่งต่อมาได้ยกระดับเป็นกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ทำให้การเจาะบ่อบดาลทั้งภาครัฐและเอกชนต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. พ.ศ. 2520 ซึ่งส่วนหนึ่งใน พ.ร.บ. นั้น คือมาตรฐานการเจาะบ่อบาดาล

 

                อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการประกาศใช้มาตรฐานการเจาะบ่อบาดาลตราบจน พ.ศ. 2550 ทั้ง ๆ ที่มีการเจาะใช้น้ำบาดาลทั้งประเทศไปแล้วกว่า 500,000 บ่อ

 

                ดังนั้นมาตรฐานการเจาะบ่อบาดาลฉบับนี้ จึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่ทางราชการและหน่วยงานเอกชนสามารถนำไปดำเนินการได้ ทั้งนี้เพราะได้ผ่านการตรวจสอบกลั่นกรองจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาเรียบร้อยแล้ว

 

 

 

 

 

 

บทที่ 5  การตรวจรับบ่อบาดาล (Well Verification)

 

                การตรวจรับบ่อบาดาลเป็นขั้นตอนสุดท้ายของงานก่อสร้างบ่อบาดาล ข้อมูลสำคัญที่ผู้ว่าจ้างต้องการทราบคือ ปริมาณและคุณภาพน้ำที่สามารถสูบได้จากบ่อบาดาลนั้น ๆ ทั้งนี้เพื่อจัดซื้อเครื่องสูบน้ำสำหรับติดตั้งประจำบ่อไว้ใช้งานต่อไป เพื่อให้การตรวจรับงานเป็นไปด้วยความถูกต้องจึงกำหนดขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้

 

5.1  การสูบทดสอบ (Pumping Test)

                1)  ตามจริง  การตรวจรับบ่อบาดาลเริ่มตั้งแต่การเจาะ การคัดเลือกบริษัทผู้รับจ้าง การคัดเลือกชนิดท่อกรุท่อกรอง การติดตั้ง การกรุกรวด การซีลดินเหนียวหรือซีเมนต์ และการพัฒนาบ่อบาดาล คือทุก ๆ ขั้นตอนดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อต่าง ๆ ข้างต้น ส่วนขั้นตอนสุดท้ายนี้ คือการสูบทดสอบปริมาณน้ำจากบ่อบาดาล เพื่อทราบอัตราการให้น้ำของบ่อบาดาล (flow rate) ระยะน้ำลด (drawdown)และคุณภาพน้ำบาดาล ดูรายละเอียดใน Appendix E

                2)  การสูบทดสอบเป็นระดับชั้น (step drawdown tests)เป็นการสูบน้ำจากปริมาณน้อยไปมาก เช่น เริ่มจากอัตรา 10 แล้วเพิ่มเป็น 20, 30 และ 40 ลบ.เมตรต่อชั่วโมง ระยะเวลาในการสูบแต่ละ step ควรเท่ากัน อาจเป็น 4 หรือ 6 ชั่วโมง ที่สำคัญคือแต่ละ step จะต้องให้ระยะน้ำลดเมื่อ plot ลงในกระดาษกร๊าฟ D.D VS. logarithmix scale แล้วได้ curveมีแนวโน้มเป็นเส้นตรง

                3)  การสูบน้ำในอัตราคงที่ (constant rate tests)ภายหลังเมื่อทราบปริมาณน้ำและระยะน้ำลดจากการทำ step drawdown แล้ว จึงเลือกอัตราสูบสำหรับทำ Constant rate tests ซึ่งควรสูบในอัตราที่มากที่สุดที่บ่อบาดาลสามารถให้น้ำได้สำหรับบ่อนั้น ๆ ให้มีระยะเวลาสูบยาวนานเพียงพอจนระดับน้ำในบ่อสูบไม่ลดลงไปอีก  (constant draw down)เมื่อหยุดสูบให้วัดระดับน้ำคืนตัว (recovery)

                4)  การวัดระดับน้ำในบ่อบาดาลให้วัดทั้งในบ่อสูบและบ่อสังเกตการณ์ เป็นการวัดก่อนสูบทดสอบเพื่อหาข้อมูลพื้นฐาน (static water level)ระหว่างทำการสูบ (during pumping test)และภายหลัง (after pumping test)กรณีไม่มีบ่อสังเกตการณ์ให้อยู่ในความวินิจฉัยโดยนักอุทกธรณีวิทยา

                5)  ข้อขัดข้องขณะทำการสูบทดสอบ (pumping test interruption)อาจเกิดขึ้นได้จากหลาย ๆ สาเหตุ เช่น ไฟฟ้าดับหรือเครื่องสูบยนต์ขัดข้องขณะสูบทดสอบ หรือผู้ว่าจ้างส่งให้เพิ่มหรือลดปริมาณการสูบหรือให้เพิ่มหรือลดระดับน้ำ กรณีเช่นนี้จะทำให้ผลการสูบทดสอบผิดไปจากความเป็นจริง  กรณีที่มีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นเช่นนี้ ให้อยู่ในความวินิจฉัยาของนักอุทกธรณีวิทยา

                6)  ผู้ควบคุมการสูบทดสอบจะต้องบันทึกรายงานการสูบตามมาตรฐานโดยละเอียดแล้วส่งมอบให้กับผู้ว่าจ้าง

 

 

 

5.2  การตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ (Water quality test)

                การวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำบาดาลทำได้ 2 ลักษณะ คือ

                1)  การตรวจวิเคราะห์เบื้องต้นที่บ่อบาดาล ประกอบด้วยการวัดอุณหภูมิ ความเป็นกรดหรือด่าง (pH), ค่าการนำไฟฟ้าจำเพาะ (specific conductance) ปริมาณสารละลายได้ในน้ำ (total dissolved solid)และปริมาณก๊าซในน้ำ (dissolved gas)  เป็นต้น

                2)    การตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ เป็นการตรวจวิเคราะห์ชั้นรายละเอียด ภายในห้องปฏิบัติการ (laboratory) ซึ่งได้ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว และเป็นไปตาม พ.ร.บ. น้ำบาดาล พ.ศ. 2520

                3)  วิธีการเก็บตัวอย่างน้ำ ที่เป็นตัวแทนของชั้นน้ำจริง ๆ คือ เก็บน้ำในช่วงระยะสุดท้ายก่อนหยุดสูบน้ำบาดาล  10 นาที โดยมีระยะเวลาการสูบต่อเนื่องกันมากกว่า 1 ชั่วโมง

 

 
by admin : 2011-01-26 13:51:32

 
117/43 Moo. Luentong II Village, Ladphao-Wanghin Rd. Ladphao, Bangkok 10230 Tel No: (+66) 02-9317773 Fax No: (+66) 02-5386056