Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 Visitor : 775588
 
[knowledge] มาตรฐานวัสดุก่อสร้างบ่อบาดาล  
 

4.3  มาตรฐานวัสดุก่อสร้างบ่อบาดาล

                ข้อกำหนดด้านวัสดุที่ใช้สำหรับงานก่อสร้างบ่อบาดาลต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ. น้ำบาดาล พ.ศ. 2520  หรือตามมาตรฐานน้ำดื่มสากล มีรายการดังนี้

 

4.3.1   วัสดุที่ใช้ผสมน้ำโคลน   (drilling fluid)

                    น้ำโคลนคือวัสดุที่ใช้ประกอบการเจาะบ่อบาดาล เพื่อให้สามารถนำพาตะกอนและเศษหินขึ้นสู่ปากบ่อ น้ำโคลนยังมีคุณสมบัติช่วยพยุงไม่ให้ผนังบ่อพังทลายทำให้การเจาะสามารถทะลุทะลวงไปตามความลึกได้

            1)  น้ำโคลนที่ใช้มี 2 ชนิด

                    1.1)   ชนิดที่ใช้ผสมกับน้ำจืด

                    1.2)   ชนิดที่ใช้เจาะด้วยแรงลม

            2)  ชนิดวัสดุผสมน้ำโคลน   

                    2.1)  วัสดุที่ผสมชนิดละลายน้ำ เช่น สารฟอสเฟส (inorganic phosphate)  สารเคลือบผิวผนังหลุมเจาะ (surfactant)  สารทำความสะอาดหรือชักล้าง (drilling detergents)โฟมหรือสารที่ทำให้เกิดฟองและหนืด (foam agents)ใยสังเคราะห์ธรรมชาติ (natural – synthetic polymers)

                    2.2)     วัสดุที่ผสมชนิดไม่ละลายน้ำ เช่น ดินเหนียวธรรมชาติ (clay), bentonite และสารเพิ่มความหนาแน่น (density-increasing materials).

 

4.3.2   ท่อกรุบ่อบาดาล (Well Casing)

                    ท่อกรุต้องได้มาตรฐานตามบริษัทผู้ผลิต ซึ่งจะต้องแสดงใบรับรองแนบไว้ให้กับผู้ซื้อ และแสดงไว้ขณะทำการติดตั้ง ดังตัวอย่างตารางที่ 2  และที่นิยมใช้ คือ

            1)    ท่อกรุ ชนิดท่อเหล็ก (steel casing)

            2)    ท่อกรุชนิดท่อพีวีซี  (PVC casing)

            3)    ท่อกรุชนิดไฟเบอร์กลาส (fiber glass casing)

 

4.3.3   ท่อกรองน้ำบาดาล (Well Screen)

                    ท่อกรองน้ำบ่อบาดาล ต้องได้มาตรฐานตามบริษัทผู้ผลิต ซึ่งจะต้องแสดงใบรับรองแนบไว้ให้กับผู้ซื้อและแสดงไว้ขณะทำการติดตั้ง  โดยทั่ว ๆ ไปใช้ท่อกรองน้ำชนิดเดียวกับท่อกรุ  ทั้งนี้เพื่อป้องกันการกัดกร่อนหากใช้วัสดุต่างชนิดกัน ที่นิยมใช้คือ stainless steel screen ชนิด AISI type 304

 

4.3.4   กรวดกรุบ่อ (Gravel-pack)

                    กรวดกรุบ่อให้ใช้กรวดแม่น้ำ เนื้อหินกรวดประกอบด้วยคว๊อซ (qartz) มากกว่าร้อยละ 95  มีความความถ่วงจำเพาะไม่น้อยกว่า 2.5  ไม่ละลายในน้ำจืดและน้ำกรด  มีขนาดกลมลนและสะอาด ขนาดเม็ดกรวดต้องโตสม่ำเสมอ (uniform size)และเลือกตามคำแนะนำของวิศวกรโดยอาศัย distribution curve จากการทำ sieve analysis

 

4.3.5   วัสดุผนึกผนังบ่อ (grouting and sealing materials)

                    ที่นิยมใช้และเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป คือ bentonite seal และ cement seal แต่ยังมีการทำ concrete seal, bentonite grout และ sand – cement grout สำหรับบ่อบาดาลขนาดใหญ่ ๆ บางประเภท

                    Cement seal ประกอบด้วยส่วนผสมของน้ำ 22.8 ลิตรต่อซีเมนต์ 42.6 กิโลกรัม  เบนโท-ไนต์อีก 6 เปอร์เซ็นต์ และ CaCl2 อีก 2 เปอร์เซ็นต์

 

 

4.4  มาตรฐานท่อกรุบ่อบาดาล (Well Casing)

                    ท่อกรุบ่อบาดาล (Well Casing)คือส่วนประกอบสำคัญของบ่อบาดาลที่จะต้องติดตั้งลงไปในหลุมเจาะอย่างถาวร และเป็นตัวนำพาให้น้ำจากชั้นน้ำบาดาลไหลขึ้นมาถึงระดับปากบ่อหรือผิวดิน ดังนั้นท่อกรุจึงต้องมีคุณสมบัติพิเศษ คือ ทนทานต่อแรงกระแทก ไม่ผุกร่อนหรือทำปฏิกิริยากับน้ำ ไม่รั่วซึมตามผิวและข้อต่อ ไม่ทำปฏิกิริยาง่ายกับสารละลายที่เป็นกรดและด่าง บริษัทผู้ผลิตต้องระบุคุณสมบัติท่อ พร้อมแนบรายละเอียดให้กับผู้ซื้อ และขณะทำการติดตั้ง อย่างน้อยต้องระบุขนาด (casing diameter)ดังตัวอย่าง ตารางที่ 3  และระบุความหนา (wall trhickness)ดังตัวอย่าง ตารางที่ 4 และ 5

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

4.5      มาตรฐานท่อกรองน้ำบ่อบาดาล (Well Screen)

                    ท่อกรองน้ำบ่อบาดาล คือส่วนประกอบที่สำคัญที่จะต้องติดตั้งในบ่อบาดาล  ณ ที่ความลึกของชั้นน้ำบาดาลเพื่อให้น้ำไหลเข้าสู่บ่อบาดาลได้โดยสะดวก  โดยมีขนาดและความยาวที่เหมาะสมถูกต้องตรงตามคุณสมบัติการให้น้ำบาดาลของชั้นน้ำ นั้น ๆ ผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องระบุรายละเอียดท่อกรองน้ำ ดังนี้

 

4.5.1   ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง (screen diameter)

                    เป็นที่เข้าใจว่า คือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางภายในท่อกรอง (inner screen diameter, IP.)ตามตัวอย่างที่แสดงในตารางที่ 3 ที่นิยมใช้ทั่วไป คือบ่อบาดาลขนาดเล็กใช้ขนาดตั้งแต่ 4-6 นิ้ว  ขนาดปานกลางใช้ 8-10 นิ้ว และขนาดใหญ่ใช้ 12-16 นิ้ว

 

4.5.2   ความยาวท่อกรองน้ำ (screen length)

                    การกำหนดความยาวของท่อกรองน้ำ ขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นน้ำบาดาล และวัตถุประสงค์ของการก่อสร้างบ่อบาดาล การกำหนดขนาดและความยาวท่อกรองน้ำที่ถูกต้อง ทำให้ประสิทธิภาพของน้ำไหลเข้าสู่บ่อบาดาลได้ดี เมื่อติดตั้งเครื่องสูบแล้วมีระดับน้ำลดน้อยมาก (drawdown)

            1)    ขนาดรูเปิดของช่องท่อกรองน้ำ (screen opening)มีความสัมพันธ์โดยตรงกับขนาดเม็ดตะกอนกรวดและทรายของชั้นน้ำบาดาล ซึ่งเป็นไปตาม sieve analysis และข้อวินิจฉัยของวิศวกรน้ำบาดาล screen opening และ sieve analysis มีความสัมพันธ์ต่อการคัดเลือกชนิดและวิธีการออกแบบบ่อบาดาล ซึ่งทำได้ 2 ทางเลือกคือ Natural pack well หรือ Gravel pack well

            2)    ความแข็งแรงของท่อกรองน้ำ (screen strength) ต้องมีความมั่นใจได้ว่าท่อกรองน้ำมีความแข็งแรงขณะทำการติดตั้ง การพัฒนา และ/หรือระหว่างช่วงอายุการใช้งาน ตลอดรวมทั้งการตรวจซ่อมบ่อบาดาล ที่นิยมใช้มี  3 ประเภท คือ

                    1.1)  ท่อเซาะร่อง (perforated screen, plunger ?)

                    1.2)  ท่อกรองสแตนเลส (well screen, stainless)

                    1.3)  ท่อเซาะร่อง และพันลวดสแตนเลส (well screen, pipe base)

 

4.6      มาตรฐานกรวดกรุบ่อ (Gravel Pack)

                    กรวดกรุบ่อบาดาลที่ดีที่สุดต้องเป็นหินคลอท์ต (Quartz)ตะกอนแม่น้ำ มี่ขนาดความกลมมนสม่ำเสมอผ่านการร่อนคัดขนาดอย่างดี (sieved)กรวดเป็นวัสดุที่จะต้องเติมลงไปในบ่อบาดาลระหว่างท่อกรองน้ำและผนังบ่อ (well annular space) เพื่อให้เกิดการกรองตะกอนทรายละเอียดไม่ให้ไหลเข้าสู่ชั้นน้ำและทำให้ผนังบ่อแข็งแรง ไม่ทรุดตัว การเติมกรวดต้องให้มั่นใจว่าวางตัวอยู่โดยล้อมรอบท่อกรองน้ำตลอดความลึก อีกทั้งให้มีระดับท่วมเกินท่อกรองอีกไม่น้อยกว่า 6 เมตร

                    ต้องไปทำการคัดเลือกกรวดที่แหล่งซื้อขาย ตรวจสอบวิธีการคัดขนาดและการบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง ทำการฆ่าเชื้อโรคก่อนทำการติดตั้ง  ต้องอยู่ในการควบคุมของวิศวกรน้ำบาดาลโดยตลอด

 

4.7      มาตรฐานการก่อสร้างบ่อบาดาล (Well Construction)

4.7.1   วิธีการก่อสร้างบ่อบาดาล

            โดยทั่วไปมักเลือกวิธีการเจาะบ่อบาดาลตามชนิดของชั้นหินให้น้ำ  (geologic formation and type of aquifer) เช่น

            1)    เลือกวิธีการเจาะแบบ mud drilling direct rotary กรณีที่ต้องเจาะในตะกอนกรวดทรายร่วน

หรือ    2)    เลือกวิธีการเจาะแบบ down the hole air hammer หรือ cable tool or perassion  กรณีที่เจาะในหินแข็ง หินทรายและหินอัคนี หรือ

หรือ    3)    เลือกวิธีการเจาะแบบ reverse circulation rotaryกรณีที่เจาะในหินตะกอนที่มีกรวดและหินก้อนโต สลับกันหลาย ๆ ชั้น

หรือ    4)    เมื่อพบว่าชั้นดินและหินมีหลายชนิด หลายชั้น แทรกสลับกัน อาจเลือกใช้วิธีการเจาะแบบผสม combination drill

 

4.7.2   หลักใหญ่ ของวิธีการเจาะบ่อบาดาลมี 2 วิธี คือ

            1)    วิธีการเจาะแบบกระแทก (cable tool method)เป็นวิธีการเจาะแบบโบราณ คือการกระแทกหรือตอก ตำ กระทุ้ง โดยใช้หัวเจาะกระแทกผูกยึดติดกับสลิง เมื่อยกหัวเจาะขึ้นสูงแล้วทิ้งลงไปในหลุม หัวเจาะจะกระแทกหินให้แตก เศษหินจะถูกตักขึ้นมาที่ปากบ่อทุก ๆ 10-20 ซม. ทำให้การเจาะทะลุทะลวงลงไปได้เรื่อย ๆ อัตราการเจาะช้าระหว่าง 3-5 เมตรต่อวัน ขึ้นอยู่กับขนาดหลุมและชนิดหิน ต่อมาการเจาะกระแทกได้พัฒนาไปเป็นใช้แรงลงไปกระแทกที่หัวเจาะ (down the hole hammer)สามารถเจาะได้เร็วถึง 50-100 เมตรต่อวัน

            เมื่อเจาะพบชั้นน้ำได้ความลึกตามต้องการแล้ว ต้องติดตั้งท่อกรุท่อกรอง กรวดกรุบ่อ การซีล (seal)การผนึกผนังบ่อ การพัฒนาบ่อบาดาลและสูบทดสอบ ซึ่งเครื่องเจาะประเภท cable toolมีอุปกรณ์ไม่ครบ จึงต้องมีอุปกรณ์เสริม

            2)    วิธีการเจาะแบบหมุน (rotary drilling method)ประกอบด้วยการเจาะแบบหมุนตรง (direct rotary)และเจาะแบบหมุนกลับ (reverse circulation rotary) สาระสำคัญคือ เมื่อหัวเจาะหมุนทะลุทะลวงชั้นหินลงไป จะมีระบบน้ำโคลน (drilling fluid)ไหลหมุนเวียนเพื่อนำตัวอย่างดิน-หิน ขึ้นสู่ปากบ่อและรักษาผนังหลุมเจาะให้แข็งแรงไม่พังทลาย

            การเจาะแบบหมุนตรง (direct rotary)คือการสูบอัดน้ำโคลนเข้าไปในก้านเจาะผ่านหัวเจาะแล้วไหลกลับขึ้นสู่ปากบ่อ  ส่วนการเจาะแบบหมุนกลับ (reverse circulation rotary)คือการดูดน้ำโคลนออกจากก้านเจาะโดนน้ำโคลนหมุนเวียนจากผิวดินผ่านผนังหลุมเจาะลงไปถึงหัวเจาะระดับลึก แล้วไหลผ่านหัวเจาะเข้าสู่ก้านเจาะขึ้นสู่ปากบ่อ

 

 

4.7.3   คุณสมบัติของน้ำโคลน มีดังนี้

            1)    น้ำหนักน้ำโคลน weight  (fluid density) ทดสอบโดย mud balance ได้ระหว่าง 1,121 – 1,362กิโลกรัม ต่อ ลบ.เมตร

            2)    ความหนืด (viscosity) ทดสอบโดย marsh funnel ได้ระหว่าง 30-38 วินาที/ลิตร  (น้ำ 26 วินาที/ลิตร)

            3)                     (filtration, wall cake and filtration loss)

            4)    ปริมาณทรายในน้ำโคลน (sand content)เม็ดทรายที่โตกว่าตะแกรง 200 mesh (น้อยกว่า 0.10 mm.) ต้องไม่เกิน 2-4 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร

                    การตรวจวัดคุณสมบัติน้ำโคลนดังกล่าวต้องทำทุก ๆ 4 ชั่วโมง หรือทุก ๆ ความลึก 15 เมตร แล้วบันทึกการตรวจวัดเสมอ ถ้าดำเนินการเช่นนี้ได้ย่อมมั่นใจในระดับหนึ่งว่าหลุมเจาะมีความสะอาดและผนังบ่อมีความแข็งแรงสามารถดำเนินการเจาะต่อไปได้

 

4.7.4   การติดตั้งท่อกรุบ่อ (well casing installation)

            การติดตั้งท่อกรุบ่อบาดาลมีสาระสำคัญที่ต้องปฏิบัติ คือ

            1)    ต้องได้ความลึกตามที่กำหนด

            2)    ต้องได้ความตรงดิ่งตลอดความลึก

            3)    ต้องเชื่อมต่อด้วยระบบเกลียวข้อต่อ หรือ/และ การเชื่อมด้วยไฟฟ้า

และ    4)    ตามรายละเอียดที่ระบุในข้อ 4.7.9

            ข้อต่อ (casing joint)ต้องเป็นไปตามมาตรฐานตามตารางที่ 6

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

4.7.5   การติดตั้งท่อกรองน้ำ (well screen installation)

                    การติดตั้งท่อกรองน้ำในบ่อบาดาลชนิดบ่อเติมกรวด (gravel pack) ต้องติดตั้งโครงบังคับบ่อ (centralizer) จำนวนมากพอเพื่อให้บ่ออยู่ในแนวดิ่ง และกึ่งกลางหลุมเจาะ

4.7.6   การติดตั้งกรวดกรุบ่อ (gravel pack installation)

            1)    การเติมกรวดกรุบ่อบาดาล ต้องมั่นใจว่ากรวดที่เติมลงไปนั้นวางตัวอยู่โดยรอบท่อกรองน้ำตลอดความลึกและท่วมสูงเกินกว่าท่อกรองน้ำอีกไม่น้อยกว่า 6 เมตร โดยไม่มีเม็ดกรวดส่วนหนึ่งตกค้าง อยู่ข้างบ่อในช่วงความลึกหนึ่ง ๆ (gravel bridging)ดูรายละเอียดใน Appendix B

            2)    มีข้อแนะนำการเตรียมน้ำโคลนก่อนเติมกรวดดังนี้

                    2.1)  น้ำหนัก (weight)ประมาณไม่เกิน 1,083 กิโลกรัม/ลบ.เมตร

                    2.2)  ความหนืด (viscosity) ไม่เกิน 28 วินาที/ลิตร API-marsh funnel test

                    2.3)  ปริมาณทราย (sand  content) ไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นต์-ปริมาตร

                    2.4)  ในสถานการณ์ผิดปกติ (unusual condition)กรณีที่ชั้นน้ำบาดาลมีความยุ่งยากและซับซ้อนต่อการเจาะจำเป็นต้องคงสภาพน้ำโคลนไว้ในบ่อ เพื่อให้การเจาะดำเนินต่อไปได้ สามารถติดตั้งท่อกรุท่อกรองและกรวดกรุบ่อซึ่งต้องคงสภาพน้ำโคลน (drilling fluid)ไว้ในบ่อ แต่ผลสุดท้าย ผู้ควบคุมการเจาะจะต้องเป่าล้างน้ำโคลนออกไปจนหมด ด้วยเครื่องเป่าลม (air remove drilling fluid)จึงจะเข้าเกณฑ์มาตรฐานนี้

                    2.5)  ต้องฆ่าเชื้อโรคกรวดด้วยการฉีดล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อตามข้อกำหนด 4.9

 

4.7.8   การผนึกผนังบ่อ (grouting & sealing requirement)

            1)    การผนึกผนังบ่อเป็นการเติมวัสดุที่มีคุณภาพทึบน้ำ (impervious)ลงไปผนึกระหว่างผนังบ่อ และหลุมเจาะ (well annular)เพื่อป้องกันไม่ให้มีการไหลของน้ำจากชั้นน้ำที่ไม่พึงประสงค์ไหลเข้าไปสู่บ่อบาดาล ความหนา-ยาว ของชั้นผนึกไม่น้อยกว่า 15 เมตร อาจเป็นการผนึกได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่างของชั้นท่อกรองน้ำ

            2)    ความหนของผนังผนึกบ่อ (thickness of annular seal)กรณีที่ต้องทำ cement grouting ด้วยปั้มแรงดันสูงให้ cement ออกจากปลายท่อที่ก้นหลุมแล้วไหลเอ่อขึ้นมาถึงปากบ่อ กรณีนี้ทำได้ ผนังความหนาของหลุมเจาะ (annular)มีความโตประมาณ 1½นิ้ว หรือ 19 มิลลิเมตร แต่หากต้องหย่อนท่ออัดน้ำปูนลงไปข้างบ่อนั้นจะต้องมีขนาด annular ไม่น้อยกว่า 3 นิ้ว (77มิลลิเมตร)

            3)    การผนึกข้างบ่อล้มเหลว (uncomplete sealing)กรณีการผนึกผนังบ่อไม่สามารถทำตามมาตรฐานได้ ให้ทำตามข้อแนะนำ 4.10

            4)    การผนึกเฉพาะชั้นน้ำที่ไม่พึงประสงค์หรือเลือกผนึกเฉพาะบางชั้นน้ำ (sealing in selected layer)ให้ผนึกด้วยวัสดุทึบน้ำตลอดความหนาและให้ท่วมเกินและต่ำกว่าชั้นนั้น ๆ อีก 1.5 เมตร

            5)    การผนึกผนังบ่อผลิต (sealing of productionwell)เมื่อเห็นว่าไม่มีช่วงความลึกใด ๆ ต้องทำการผนึกเพิ่มเติมอีกแล้ว ให้ทำการผนึกผนังบ่อตามข้อ 1. ข้างต้น

 

4.7.9   ความตรงดิ่งของการติดตั้งท่อกรุบ่อบาดาล (alignment)

            1)    บ่อบาดาลที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วจะต้องติดตั้งเครื่องสูบน้ำ กรณีเครื่องสูบชนิด turbine pump ที่มีแกนหมุนยาวมากถึง 120 เมตร หรือกว่านี้ (line shaft and suction pipe)เมื่อติดตั้งลงไปในบ่อบาดาล ดังนั้นแกนหมุนจะต้องมีแนวดิ่งและไม่เบียดเอียงไปกระทบผนังบ่อข้างใดข้างหนึ่ง แต่หากเป็นเครื่องสูบชนิด submersible pump ซึ่งมี line shaft สั้นมาก ต้องการเพียงให้การติดตั้งเฉพาะชุดเครื่องสูบเป็นอิสระ (free install)ไม่กระทบผนังบ่อก็เพียงพอแล้ว

            2)    การทดสอบความตรงดิ่งของท่อบ่อบาดาล ทำได้โดยใช้ลูกดิ่งผูกเชือกหรือลวดสลิงหย่อนลงไปในบ่อ (ดูรายละเอียดใน Appendix D)เมื่อลูกดิ่งไปเบียดข้างบ่อจะทำให้ลวดสลิงหนีศูนย์กลาง (out of center)ดังนั้นจึงต้องทำการตรวจวัดทุกระยะ 12 เมตร

            3)    เกณฑ์อนุโลมการตรงดิ่ง ต้องไม่เกินร้อยละ          เฉพาะช่วงความลึกที่ติดตั้งเครื่องสูบ

 

4.7.10สถานที่เจาะบ่อบาดาล (well site considerations)

            1)    ความปลอดภัย (security)ผู้ควบคุมการเจาะต้องใช้ความระมัดระวังป้องกันไม่ให้วัสดุและบุคคลภายนอกมากระทำการใด ๆ ต่อบ่อบาดาลตลอดเวลาที่ดำเนินงาน ควรทำแนวกั้นพื้นที่ปฏิบัติงานให้ชัดเจน

            2)    ฝาปิดปากบ่อ (well cap)  เมื่อเจาะบ่อบาดาลได้ผลสำเร็จแล้ว ผู้ควบคุมการเจาะต้องติดตั้งฝาครอบบ่อให้แข็งแรงแน่นหนาเพื่อป้องกันวัสดุ บุคคล สัตว์เลี้ยงเข้าไปทำลายบ่อบาดาล ฝาครอบอาจทำด้วยเกลียว หรือการเชื่อม หรืออัดแน่น

            3)    ความสูงระดับท่อ (height of well casing)ต้องมีความสูงไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร จากระดับดินปกติ และ/หรือ สูงกว่าระดับน้ำท่วมทั่วไปอย่างน้อย 50 เซนติเมตร

            4)    อุปกรณ์ประกอบบ่อบาดาล (equipment placement)นอกจากเครื่องสูบน้ำบาดาลแล้วบ่อบาดาลมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีก เช่น ฐานบ่อ ท่อเติมกรวด, ท่อวัดระดับน้ำ รั้ว ถังกรองน้ำ หอถังสูง ระบบปรับปรุงคุรภาพน้ำ อาคาร (hosing)อะไหล่ (space part)ชุดตรวจซ่อม ซึ่งทั้งหมดจะต้องมีสถานที่เก็บและจัดวางอย่างเป็นระเบียบ สามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่มีสิ่งกีดขวางซึ่งรวมถึงถนนเข้าสู่บ่อบาดาลด้วย

 

4.8      มาตรฐานการพัฒนาบ่อบาดาล (Well development)

4.8.1   การพัฒนาบ่อบาดาล

            เป็นการนำเทคนิควิธีการหลาย ๆ วิธีการประกอบกันเพื่อให้ได้ปริมาณน้ำไหลเข้าสู่บ่อบาดาลมากที่สุด ปราศจากตะกอนกรวดและทรายละเอียดเข้าสู่บ่อบาดาล น้ำใสสะอาดได้คุณภาพตามคุณสมบัติการให้น้ำของชั้นน้ำบาดาลนั้น ๆ ผู้ควบคุมการเจาะบ่อบาดาลสามารถนำเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ ๆมาใช้ในขั้นตอนนี้ได้ โดยไม่มีขีดจำกัด มีข้อแนะนำตาม Appendix E ผู้ว่าจ้างจะพิจารณารับงานที่ผลลัพธ์สุดท้ายเท่านั้น

4.8.2   ผลสำเร็จของการพัฒนาบ่อบาดาล คือ

            1)    ขณะทำการสูบทดสอบบ่อบาดาลจะต้องไม่มีปริมาณทรายเกินกว่า 5 มิลลิกรัมต่อลิตร (ดูรายละเอียด appendix E, ข้อ 2.3)

            2)    การพัฒนาบ่อบาดาลจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จนมั่นใจว่าบ่อบาดาลให้น้ำสูงสุด

 

4.9      มาตรฐานการฆ่าเชื้อโรค

4.9.1   แบคเตอรี

            เป็นเชื้อโรคชนิดหนึ่ง หากมีอยู่ในน้ำบาดาลจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จึงต้องกำจัดตามข้อแนะนำที่ระบุไว้ใน ANSI/AWWA C654

 

4.9.2   การฆ่าเชื้อโรคด้วยน้ำยาคลอรีน (chlorine)

            ให้ใช้น้ำยาคลอรีนความเข้มข้น 50 มิลลิกรัม/ลิตร เติมลงไปในบ่อบาดาลนานอย่างน้อย 12 ชั่วโมง แต่หากยังตรวจพบแบคเตอรีอยู่อีก ให้ใช้น้ำยาคลอรีนเข้มข้น 100 มิลลิกรัม/ลิตร ปริมาณ 4 เท่าของน้ำที่ขังอยู่ในท่อบ่อบาดาล แช่ทิ้งไว้เป็นเวลานานอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

 

4.10    การยกเลิกบ่อบาดาล

4.10.1หลุมเจาะสำรวจ (test hole)

            บ่อบาดาลเจาะทดสอบ (test well)หรือบ่อบาดาลที่เจาะไม่สำเร็จ (test hole) จะต้องยกเลิกด้วยการอุดกลบให้ถูกต้องได้มาตรฐาน หรือทำให้หลุมเจาะนั้นมีสภาพทางธรณีวิทยาเหมือนเดิมที่สุด

 

4.10.2บ่อบาดาลที่ต้องอุดกลบ มีวัตุถุประสงค์หลัก คือ

            1)    เพื่อหลีกเลี่ยงจากสารพิษ

            2)    ป้องกันการปนเปื้อนมลพิษลงสู่แหล่งน้ำบาดาล

            3)    รักษาไว้ซึ่งปริมาณและชลศาสตร์น้ำบาดาล

            4)    ป้องกันการปนเปื้อนเข้าสู่แหล่งน้ำผิวดิน

 

4.10.3  ก่อนการอุดกลบบ่อบาดาล

            ต้องตรวจวัดความลึกบ่อบาดาลให้แน่นอนมั่นใจได้ว่าไม่มีวัสดุสิ่งกีดกั้น ถ้ามีต้องรื้อถอนออกไป กรณีที่ต้องอุดกลบในบ่อบาดาลที่มีท่อติดตั้งอยู่ และรื้อถอนไม่ได้ ต้องมั่นใจว่าการอุดกลบได้ผลถูกต้องตามหลักวิชาการและมีวิศวกรน้ำบาดาลหรือนักอุทกธรณีวิทยารับรอง

 

4.10.4   วัสดุที่ใช้อุดกลบ

            วัสดุที่ใช้อุดกลบคือ เบนโทไนต์ หรือซีเมนต์ หรือ ดินเหนียวธรรมชาติ ต้องเป็นของใหม่ที่ไม่เคยใช้

งานมาก่อน การอุดกลบต้องเริ่มอุดจากด้านล่างก้นบ่อโดยใช้ปั้มแรงดันสูง ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการทำละลายและเจือจาง  หากต้องเทลงหรืออัดฉีดลงไปจากปากบ่อซึ่งอาจทำให้ตกค้างไม่ลงไปถึงก้นหลุม

 

4.10.5   บันทึกการอุดกลบ

            ก่อนการอุดกลบต้องทำบันทึกรายงานสามารถและความจำเป็นที่ต้องอุดกลบตามสภาพปัญหาที่เป็นจจริง

            ภายหลังดำเนินการอุดกลบต้องทำรายงาน หลุมเจาะที่อุดกลบ วิธีการอุดกลบ ปริมาณวัสดุที่ใช้ กรณีที่มีข้อเปลี่ยนแปลงข้อมูลโครงสร้างบ่อบาดาล เช่น ขนาดและความลึกต้องทำบันทึกรายงาน

 

 
by admin : 2011-01-26 13:53:11

 
117/43 Moo. Luentong II Village, Ladphao-Wanghin Rd. Ladphao, Bangkok 10230 Tel No: (+66) 02-9317773 Fax No: (+66) 02-5386056