Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 Visitor : 775580
 
[knowledge] GEOLOGIC APPLICATIONS OF DRILLING TIME  
 

งานเจาะบ่อบาดาลมีความจำเป็นต้องบันทึกอัตราการเจาะทุก ๆ 1 ฟุต หรือ ทุก ๆ 1 เมตร เช่น 1 เมตรใช้เวลาเจาะ 5 นาที หรือ 10 นาที เป็นต้น  แต่ชั้นดินบางชนิด เช่นชั้นกรวดทรายอาจเจาะได้ 5-10 เมตร ภายในระยะเวลาเพียง 1 นาที เป็นต้น

            การบันทึกอัตราเร็วของการเจาะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อช่วงที่ควบคุมงานเจาะขณะนั้น เพราะสามารถทราบปัญหาและแก้ไขได้ทันท่วงที การบันทึกอัตราเร็วของการเจาะแบบนี้ไม่ได้เป็นข้อมูลช่วยให้นักธรณีวิทยานำไปตัดสินใจเลือกชั้นน้ำแต่อย่างใด

            รูปที่ 6-1A  เป็นตัวอย่างตารางการบันทึกอัตราการเจาะ ซึ่งจะบอก actual drilling time ซึ่งจะไม่รวมเวลาในกิจกรรมอื่น ๆ เช่น เวลาในการถอนก้านเจาะ ต่อก้าน ลงก้าน เปลี่ยนหัวเจาะ ผสมน้ำโคลน วัดความหนืดของน้ำโคลน การทดสอบความดิ่งตรง หรือความเอียงของหลุมเจาะ หรืออื่น ๆ ซึ่งจะบันทึกไว้ในช่องหมายเหตุ

            รูปที่ 6-1  เป็นตารางการของการ plot ค่า drill-timeกับความลึก จะเห็นได้ว่าที่ความลึก 4022-4023 ฟุต ใช้เวลาเจาะนานมาก นักธรณีวิทยาอาจสั่งให้เปลี่ยนหัวเจาะใหม่ เพราะเมื่อดูตัวอย่างชั้นดินแล้วเป็นชั้น ๆ เดียวกันกับที่เจาะผ่านมาแล้ว และคล้าย ๆ กับหลุมเจาะข้างเคียง

 

FACTORS INFLUENEING DRILLING TIME

            องค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีผลต่ออัตราเจาะ เช่น ชนิดหิน ขนาดหลุมเจาะ หัวเจาะ วิธีเจาะ ก้านเจาะ น้ำโคลน ตลอดจนความสามารถชำนาญและความเอาใจใส่ของช่างเจาะ เป็นต้น

 

 

LITHOLOGY OF THE ROCKS

 

            หินแต่ละชนิดจะมีความยากง่ายในการเจาะต่างกัน ที่สำคัญคือ ความแข็งและความพรุน (hardness, porosity)กล่าวคือ เมื่อหัวเจาะหมุนจะกัดกร่อนหินออกเป็นชิ้นเล็ก แล้วถูกนำพาขึ้นมาถึงปากบ่อโดยแรงดันของน้ำโคลน และถูกแยกตะกอนออกโดยเครื่องกรอง (shale-sand shaker)

            โดยทั่วไปหินดินดาลเจาะได้ช้าเพราะไม่มีรูพรุนและหัวเจาะมักจะหมุนไปเรื่อย ๆ บนผิวของหินดินดาลนี้ ไม่กัดเข้าไปในเนื้อหิน

            หินปูน มีอัตราการเจาะเร็วหรือช้าขึ้นกับความแข็งและรูพรุน ถ้ามีความแข็งมากรูพรุนน้อยมักเจาะได้ช้าแต่ถ้าเปราะจะเจาะได้เร็ว

            หินทราย ปกติจะมีรูพรุนและเปราะมักเจาะได้ง่าย แต่หากเป็น quartzitic sandstone ที่ well cementedและไม่มีรูพรุนจะเจาะได้ช้ามาก และแม้จะมีรอยแตกก็ตาม หินโคโลไมต์ มีอัตราเจาะใกล้เคียงกับหินปูน หินเชิร์ท มักเนื้อแน่นและแข็งมาก เจาะได้ช้า หินอัคนีและหินแปร อัตราการเจาะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับ degree of weathering และ porosity.

           

 

 

 

 

 

 

รูปที่ 6.2

 

WEIGHT ON BIT

 

            ในการเจาะบ่อบาดาลทั้งในหินร่วนและหินแข็ง ช่างเจาะจะต้องวางน้ำหนักไว้ที่หัวเจาะให้พอดี ๆ กับชนิดและความแข็งของหินนั้น ๆ ถ้าน้ำหนักมาก หรือน้อยเกินไปก็จะมีผลต่ออัตราการเจาะ ซึ่งในทางปฏิบัติจริง ๆ มีองค์ประกอบอื่นส่งผลต่ออัตราเร็วของการเจาะ ควรทราบด้วย ดังนี้ ดูรูป 6.3 ประกอบ

 

  1. Weight0idicator consoleเป็นควบคุมน้ำหนักก้านเจาะ และ weight on bitกล่าวคือ น้ำหนักของหัวเจาะ drill collarและ drill pipe  จะแขวนไว้กับรอกหมุน (วิ่ง) เช่น วัดน้ำหนักได้รวม 500 กิโลกรัม และหากต้องการให้มี weight on bit  เพียง 100 กิโลกรัมก็สามารถทำได้โดยใช้แป้นควบคุมนี้
  2. Mud-pressure gaugeเป็นหินชนิดควบคุมแรงดันน้ำโคลนให้มากน้อยพอดี สำหรับสูบอัดน้ำโคลนลงไปตามก้านเจาะถึงก้นหลุมและไหลตามผนังหลุมเจาะขึ้นสู่ปากบ่อ น้ำโคลนจะทำหน้าที่หล่อเลี้ยงหัวเจาะให้ลื่นหมุนรอบตัวได้เสมอ ให้ความหล่อเป็นหัวเจาะและเป็นตัวนำพาเศษดินเศษหินที่เจาะผ่านขึ้นสู่ปากบ่อ  จึงมีผลต่ออัตราการเจาะ
  3. Tachometerเป็นเครื่องมือบอกความเร็วรอบของก้านเจาะ ช่วยให้ช่างเจาะปรับความเร็วรอบในการเจาะให้เหมาะสมกับชนิดหินนั้น ๆ ได้

 

ROTARY SPEED

            Rotary speed คือความเร็วรอบของก้านเจาะ โดยทั่วไปอัตราการเจาะ (drilling speed)จะสัมพันธ์โดยตรงกับ rotary speed แต่จะสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงและการสึกหรอมากขึ้น

            Rotary speed ที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 60-71 รอบ/นาที

 

 

PUMP PRESSURE

            แรงดันปั๊มจะส่งผลโดยตรงต่อแรงดันน้ำโคลน การหล่อลื่นหัวเจาะและแรงดับหรือนำพาเศษหินขึ้นสู่ปากบ่อ  การควบคุมกลไกเหล่านี้เป็นหน้าที่โดยตรงของช่างเจาะ เพราะประสิทธิภาพของการเจาะจะเร็วหรือช้าจะปรากฏการณ์ผลโดยตรงหากควบคุมระบบน้ำโคลนไม่ดีพอ แต่หากเป็นเรื่องของการเจาะในหินแต่ละชนิด ว่าควรเลือกหัวเจาะประเภทใด เป็นหน้าที่ของนักธรณีวิทยาที่สำคัญคือทั้งช่างเจาะและนักธรณีวิทยาต้องสื่อสารกัน

 

 

CONDITION OF THE BIT, TYPE OF BIT

            การเลือกชนิดและสภาพการใช้งานของหัวเจาะมีผลโดยตรงต่ออัตราการเจาะ หัวเจาะเก่า ๆ ฟันทู่ ๆ และลูกปืนเสื่อมสภาพไม่ควรนำมาใช้งาน เพราะนอกจากเจาะไม่ได้ความลึกแล้ว อาจพบปัญหาว่าฟันของหัวเจาะส่วนใดส่วนหนึ่งแตกหักหลุดค้างในหลุมเจาะจนไม่สามารถถอนก้านเจาะขึ้นจากหลุมได้

            รูปที่ 6-7 แสดงหัวเจาะชนิด YT-3และ OSC มีฟันเจาะยาวและกว้าง เหมาะกับการเจาะในหินดินดาล shale

            หัวเจาะชนิด OWS และ YSมีฟันเจาะยาวปานกลาง เหมาะกับการเจาะในหินชั้น หินดินดาลสลับหับหินทราย หรือหินปูนสลับหับหินดินดาล หัวเจาะที่มีขนาดฟันเจาะสั้นจะเจาะได้เศษหินขนาดเล็กพอให้นักธรณีวิทยาตรวจวิเคราะห์ได้

            หัวเจาะชนิด W7R และ YHมีฟันเจาะสั้นและเรียงถี่ติดกันเป็นจำนวนมาก เหมาะกับการเจาะในหินแข็ง เช่น หินทราย หินปูนเนื้อแน่น แอนไฮไดร์ ไม่เหมาะกับการเจาะในหินดินดาล

            หัวเจาะชนิด YC และ RG1-Jเป็นหัวเจาะรุ่นใหม่เหมาะกับการเจาะในหินที่แข็งมาก เช่น Chert, siliceous limestone, quartzitic sandstone, igneous และหิน metamorphic หัวเจาะเป็นปุ่ม ๆ (bottom) ทำจาก tungsten carbide เศษหินที่เจาะได้จะละเอียดอาจไม่เหมาะให้นักธรณีวิทยาตรวจวิเคราะห์

           

CONDITION OF THE RIG

            สภาพความสมบูรณ์ของชุดเจาะมีผลโดยตรงกับประสิทธิภาพของอัตราการเจาะในแต่ละวัน ชุดเจาะที่ใช้งานมานานหากทำการซ่อมบำรุงอยู่เสมอก็ให้ความเชื่อมั่นได้ว่าสามารถทำงานได้แล้วเสร็จตามเวลา

            นักธรณีวิทยาที่ทำหน้าที่ควบคุมงานเจาะต้องเอาใจใส่เรื่องคุณภาพของเครื่องจักรและอุปกรณ์ให้พรอ้มเสมอ ไม่ให้มีผลกระทบต่อการแปลความหมายทางธรณีวิทยาที่จะมีผลตามมาภายหลัง

           

RADIOACTIVE TRACERS

            ในหลุมเจาะน้ำมันหรือน้ำบาดาลที่มีความจำเป็นต้องค้นหาชั้นน้ำมันหรือน้ำบาดาลซึ่งวิธีการธรรมดาทั่ว ๆ ไปไม่สามารถใด้คำตอบแน่นอนได้ การใช้ radioactive tracers เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยค้นหาชั้นน้ำ (permeability zone)

            วิธีการคือ ให้ทำการตรวจสอบ radioactivity ในหลุมเจาะของน้ำโคลนปกติก่อน  จากนั้นจึงเติมสารกัมมันตรังสีผสมลงไปในน้ำโคลนอีกครั้ง ทำการกรวนหรือ Circulate น้ำโคลนในหลุมจนทั่วแล้วจึงตรวจสอบ radioactivity log ผลที่ได้ให้สังเกต gamma ray curve จะสูงผิดปกติ บริเวณที่เป็น permeable zone ซึ่งก็คือ mud cake บริเวณชั้น porous นี้จะมีความหนากว่าปกติ

            ข้อสำคัญประการหนึ่ง คือ การคัดเลือกขนาดของ radioactive particles ต้องมีขนาดใหญ่พอดีกับรูพรุนในหินนั้น ๆ เช่น หินทรายควรใช้ขนาด 30-50 megh และหินปูนควรเป็นขนาด 15-30 megh

            radioactive tracers ยังมีประโยชน์กับงานเจาะบ่อบาดาล เช่นเมื่อเกิด loss-of-circulation ในรอยแตกของหินทรายหรือการหารูรั่วตามตะเข็บรอยต่อรอยรั่วในท่อกรุ ตลอดจนการตรวจสอบการทำงานด้าน water-injection wells

            สารที่นิยมใช้เป็น ratioisotopers คือ ไอโอดีน 131 (Iodine 131)และอีรีเดียม 192 (Iridium 192)แต่ผู้ที่ทำงานกับสารเหล่านี้ควรเข้าใจวิธีการทำงาน และการบำรุงรักษาที่ดี

 

 

QUALITATIVE INTERPRETATION

            ในการแปลความหมายของธรณีวิทยาหลุมเจาะ มีความจำเป็นอย่างมากที่ผู้แปลต้องมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสภาพธรณีวิทยา บริเวณพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งมีผลต่อการแปลความหมายทางธรณีวิทยาของตัวอย่างดินหรือแท่งหิน จนนำไปสู่การวิเคราะห์ผลจากการแปลค่าต่าง ๆ ร่วมกับ radioactive logging เพราะการจะค้นหา porosity ในเนื้อหินเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ของหินปูน ก็นับว่ามีความหมายต่อการผลิตน้ำบาดาลจากบ่อหนึ่ง ๆ ได้

            ปริมาณรูพรุนในชั้นน้ำบาดาลเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ บางแห่งอาจพบว่าไม่เหมาะที่จะพัฒนาขึ้นมาเป็นบ่อบาดาล อย่างไรก็ตาม ขอให้พิจารณาจากหัวข้อต่าง ๆ ต่อไปนี้ เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจเลือกชั้นน้ำบาดาล ดูรูป 5-19 ประกอบ

  1. จาก neutron curve ให้เลือก minimum shale value ของชั้นหินดินดาลหรือดินเหนียวที่แต่ละความลึกแล้วลากเส้นตรงตามแนวดิ่งตลอดความลึกบ่อ เรียกเส้นนี้ว่า minimum neutron reference line
  2. จาก neuron curve ให้เลือกจุด high neutron value แล้วลากเส้นเชื่อมต่อตามแนวดิ่ง เรียกเส้นนี้ว่า 100 percentneutron referance line
  3. ลากเส้นขนานตามแนวดิ่งที่มีระยะห่างจาก minimum line ไปทาง maximum line เป็นระยะเท่ากับ 3/5 หรือ 60 percent neutron referance line
  4. ลากเส้นขนานตามแนวดิ่งที่ระยะครึ่ง 50 percent ระหว่าง minimum and maximumreference line
  5. จาก gamma ray ให้ลาก shale reference line ตามแนวดิ่งผ่าน everage shale value (ยกเว้น ค่าที่สูงเกินปกติ) เรียกเส้นนี้ว่า 100 percent gamma reference line
  6. จาก gamma ray curve ให้ลาก minimum gamma ray reference lineโดยเชื่อมต่อจากจุดที่เป็นชั้นหินทรายหรือหินปูนล้วน ๆ ไม่มีหินดินดาลแทรกปนหรือสลับอยู่
  7. ลากเส้นขนานตามแนวดิ่งที่ระยะ 1/5 จาก minimum line ไปหา 100 percent shale line เรียกเส้นนี้ว่า 20 percent gamma ray reference line
  8. ลากเส้นขนานตามแนวดิ่งที่ระยะ 2/5 จาก minimum line ไปหา 100 percent shale line เรียกเส้นนี้ว่า 20 percent gamma ray reference line
  9. เลือกช่วง gamma ray curve ระหว่างค่า 1-20 percent และเลือกช่วง neutron curve ที่มีค่าน้อยกว่า 60 percent หากความลึกของทั้ง 2 ช่วงตรงกัน นั่นคือชั้นหินที่มีรูพรุน (porosity) ซึ่งก็คือชั้นน้ำบาดาล ตามรูปคือชั้น A, D, E และ G
  10. ช่วง 20-40 percent ของ gamma ray curve และช่วงค่าที่น้อยกว่า 50 percent ของ neutron curve จัดว่าเป็นช่วงชั้นที่มีรูพรุนเช่นเดียวกัน ตามรูปคือชั้น B, C และ Fสามารถเลือกเป็นชั้นน้ำบาดาลได้เช่นกัน
  11. แนวค่า gamma ray curve ที่สูงกว่า 40 percentจัดได้ว่าคือช่วงชั้นหินดินดาล จะไม่เรียกว่าเป็น porous zone ถึงแม้ว่า neutron จะต่ำเพียงใดก็ตาม ลักษณะเช่นนี้บ่งชี้ว่านั่นคือ shale และ shale limestone หรือ sandstone
  12. เพื่อให้ได้ความถูกต้อง ควรใช้ค่าสูงสุดหรือต่ำสุดของแต่ละ gamma และ neutron, curve เป็นตัวแบ่งแยกชั้นหินแต่ละชั้น
  13. กรณีที่โครงสร้างหลุมเจาะเปลี่ยนแปลง เช่น ขนาดหลุมเจาะและชนิดวางท่อกรุ กรณีเช่นนี้ต้องมาปรับแต่งแนวreference  ของ  neutron line  ใหม่อีกครั้งตามช่วงความลึก นั้น ๆ
  14. กรณีหลุมเจาะผ่านชั้นหินหลายยุค เช่นจาก cretaceous ไปสู่ ordovician จะต้องปรับเปลี่ยน reference line ของทั้ง gamma ray และ neutron curveเพราะกัมมันตรังสีในหินแต่ละยุคย่อมต่างกันเสมอ

 

 

 

 

รูปที่ 5-19

 

QUANTITATIVE INTERPRETATION

            ผลจากการศึกษา radioactivity logตามวิธีทาง qualitative study จะส่งผลดีต่อการศึกษาทางด้าน quantitative ดังที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

  1. Gamma ray curveนับว่ามีประโยชน์ต่อการจำแนกชนิดหินในหลุมเจาะ เช่น limestone – sandstone, shale หรือ shaly limestone-sandstone ยกตัวอย่าง ถ้า gamma ray มีค่ามากกว่า 40 percentนั้นหมายความว่าชั้นหินนั้น ๆ มีคุณลักษณะเข้าใกล้หินดินดาลหรือดินเหนียว ยากต่อการพัฒนาเป็นหลุมผลิต
  2. Neutron curve ให้ลากเส้น minimum shale reference และ 100 percentneutron reference line
  3. จากผลการวิเคราะห์ porosity ในแท่งหิน Core ต่าง ๆ ได้ตัวเลขที่น่าสนใจ คือ porosity ในหิน shale มีค่าประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่หินแข็ง หินเนื้อแน่น และหินชั้นเนื้อแน่น (Nonporous beds) เช่น anhydrite, tightly cemented sandstone และ hard limestone จะมีค่า porosity ประมาณ 2 percent
  4. พิจารณา neutron curveตามรูปที่ 5-20 อาจกล่าวได้ว่าที่ minimum neutron curve จะมีค่า porosity เท่ากับ 40 percent และที่ maximum neutron reference จะมีค่า porosity เท่ากับ 2 percent
  5. ค่าporosity ระหว่าง 2-40 percent สามารถตรวจวัดได้ โดยไม้บรรทัด ตามรูป 5-21 ซึ่งมีค่า exponential variation กำหนดไว้

 

 

 

 

รูปที่ 5.21

  1. จากรูปที่ 5-20 ถ้าใช้ ruler scale วัดค่า porosity ตาม neutron curve แล้วแบ่งค่า porosity ตามเส้นปะแนวดิ่ง จะสามารถบอกขนาด porosity ตามความหนาของชั้นหิน จำแนกได้ ดังนี้

                   ชั้น A  :  ช่วงบน porosity 15%, กลาง nonporous, ล่าง 18%

                   ชั้น B  :  porosity ระหว่าง 2- 4 ½  %

                   ชั้น C  :  ช่วงบนและช่วงล่า’ตอนบน porosity 15%,กลาง 4%ส่วนช่วงล่างสุด nonporous

                   ชั้น D  :  porosity เฉลี่ย 15%

                   ชั้น E  :  ช่วงบน 4%, ช่วงล่าง 15%

                   ชั้น F  :  ช่วงบน 13% สวนช่วงล่าง nonporous

  1. เพื่อให้การวิเคราะห์ข้อมูลข้างต้นให้มีความถูกต้องยิ่งขึ้น จึงควรหาค่า porosity ของหิน shale และ hard beds จากแท่งดินตัวอย่าง core เพื่อเทียบยันยืนกับ ruler scale อีกทางหนึ่งด้วย

            งานวิเคราะห์ธรณีวิทยาหลุมเจาะที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นหน้าที่โดยตรงของนักธรณีวิทยาและวิศวกรฝ่ายผลิต ที่ต้องวางแผนการทำงานให้ได้ข้อมูลพื้นฐานมากที่สุด และประหยัดงบประมาณด้วย เช่น หลุมเจาะสำรวจหลุมแรกมีความจำเป็นมากที่ต้องทำ Coringและหา porosity เทียบกับ Neutron cure ส่วนหลุมเจาะที่ 2, 3 ,4 ไม่ต้องเจาะ Coring แต่สามารถนำ Neutron Curve ไปเทียบได้กับข้อมูลหลุมแรก ซึ่งทำให้ประหยัดงบประมาณและเวลาลงไปได้มาก

            รูปที่ 5-22 แสดงตำแหน่งหลุมผลิตน้ำมัน 2 หลุม โดยที่หลุมที่ 1 มีการเจาะ Coring และ porosity test พร้อม ๆ กับการเก็บข้อมูล radioactivity log ทั้งหมด

            เป็นหน้าที่โดยตรงของนักธรณีวิทยาและวิศวกรการผลิตที่ต้องวางแผนการเจาะ คัดเลือกจุดเจาะก่อนและหลัง หลุมเจาะใดต้องการ full hole coring หรือ partly coring หรือ non core อีกทั้งควรรู้ว่า neutron log ในหลุมเจาะใดสามารถช่วยบอก porosity ในหลุมเจาะข้างเคียงได้

            รูป 5.7.Bเป็นภาพแสดงส่วนประกอบของเครื่องตรวจวัดกัมมันตรังสี มีความยาว 12 ฟุต นาด 3 5/8 นิ้ว ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังรูป

            ในการบันทึกค่า neutron curveจะเริ่มต้นจากแรกัมมันตรังสี จะให้กำเนิดประจุ neutron ซึ่งอาจมาจากแร่ polonium, actinium หรือแร่ plutonium ผสมกับแร่ beryllium จัดได้ว่าเป็นแหล่งผลิต neutron ที่สำคัญคือจะได้ high speed neutrons มีความเร็วพอ ๆ กับความเร็วแสงและมีปริมาณมากเป็นหลาย ๆ ล้าน neutron ต่อวินาที และเพราะว่ามีความเร็วสูงจึงสามารถแทรกทะลุเข้าไปในอะตอมของธาตุอื่นได้ง่าย เช่น Caco3 หรือ SiO2

            ถ้าชั้นหินที่ทำการตรวจวัดไม่มีไฮโดรเจน จะเกิดการชนกันเองของ fast neutron และจะถูกจับโดย atom (capured by atom)หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งได้ว่า fast moving neutron จะถูกจับ (Capture)ได้ง่ายถ้าหากชั้นหินนั้น ๆ มี hydrogen น้อย ส่วนของ capture นี้จะเกิดขึ้นบริเวณผนังหลุมเจาะหรือลึกเข้าไปในชั้นหินเพียงไม่กี่นิ้วเท่านั้น

            เมื่อ neutron ถูก captured และ atom unstable หากจะเปลี่ยนกลับไปเป็น stable condition จะต้องปล่อยรังสี 2nd gamma ray photon ซึ่งเป็น mobile particle สามารถตรวจนับได้ภายใน ponization chamber

            วงจรการเกิดจาก neutron source ไปเป็น capture แล้วเกิดรังสี 2nd gamma ray photon และตรวจนับ photon ภายใน ionization chamberจะใช้เวลาน้อยเพียงเสี้ยวนาที ในทางตรงข้าม ถ้ามี hydrogenอยู่ในชั้นหินที่ทำการตรวจวัดจำนวนมาก หรือมือ hydrogen ในของเหลว จะผลให้ fast newtron เคลื่อนตัวช้าลง slowneutron การเกิด captured by atom ก็จะลดลงเช่นกัน

 

 

 

 

DETERMINATION OF GAS-OIL CONTACTS

 

            เมื่อหลุมเจาะได้รับการพัฒนาเป็นบ่อผลิต ขั้นตอนต่อไปคือต้องทำการประเมินศักยภาพทั้งปริมาณและคุณภาพตลอดจนอายุการผลิตของแหล่งก๊าซและน้ำมัน ซึ่งก็คือการศึกษาโครงสร้างทางธรณีวิทยาของแหล่งผลิต (reservoir sstudies)

            จากผลการสำรวจศึกษาที่ผ่านมาพบว่า neutron curve สามารถบอก gas-oil contractในหินทราย sandstone หรือ uniformly prorous limestone ได้ดีกว่าการพิจารณาจาก gamma ray curveเพราะ gamma อ่านค่าได้ต่ำ ส่วน neutron จะอ่านค่าได้สูงผิดปกติตรงจุดที่เป็น upper roducting norizon และค่าใน curve จะค่อย ๆ ลดต่ำลงเรื่อย ๆ ตลอดความหนาของชั้น gas-oil นี้ดูรูป 5-13 ประกอบ

            neutron curve ที่อ่านค่าได้สูงผิดปกติจะเกิดขึ้นที่ช่วงของก๊าซ ซึ่งวางตัวอยู่ด้านบนของน้ำมัน (gas on top of oil zone) กล่าวคือ เมื่อเครื่องวัด neutron probe ถูกดึงขึ้นจะผ่านช่วงสัมผัสระหว่างน้ำกับน้ำมัน (oil-water zone) ช่วงนี้จะมีปริมาณของ hydrogen ions มากเพียงพอทำให้ fast neutron เคลื่อนตัวช้าลงและส่งผลให้การเกิดปฏิกิริยาในกล่องประจุลดลง (low incidence in capture)fluid filled zone ที่อยู่ระดับล่าง ๆ ของ gas zone

            เมื่อเครื่องวัดหรือ neutron probe ถูกดึงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง gas zone ซึ่งเป็นช่วงชั้นที่มีปริมาณ hydrogenious อยู่น้อยมากจนไม่สามารถส่งผลกระทบอันใด ๆ ต่อการทำงานของ neutrons ในกล่องประจุได้ ดังนั้น fast neutrons จึงก่อตัวและเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้ค่าที่อ่านได้จาก secondary gamma ray มีค่าสูงผิดปกติ

            ในสภาวะการปัจจุบันของการใช้ neutron value ไม่ได้ช่วยในการแยกน้ำและน้ำมันใน fluid-filled zone ได้เสมอไป

USES OF RADIOACTIVITY LOGS

 

            โดยทั่วไปการตรวจสอบธรณีวิทยาหลุมเจาะโดยวิธี radoactivity logs จะทำกันในหลุมเจาะที่ติดตั้งท่อกรุไว้แล้ว (cased holes)ทั้งนี้เพราะ radioactivity log มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถอ่านค่าและทะลุทะลวงผ่านท่อได้ อีกทั้งไม่มีความเสี่ยงต่อการพังทะลายของหลุมเจาะ นอกจากนี้แล้ว radioactivity log ยังสามารถตรวจสอบได้ในหลุมเจาะเปิด (open hole) ที่มีความลึกมาก ๆ ต่อจากระดับที่วางท่อ (cased)ลงไปได้อีก อย่างไรก็ตาม radioactivity log สามารถทำงานได้ทั้งในหลุมเจาะที่ไม่มีท่อและให้ค่าที่อ่านได้ถูกต้องตรงกัน

            รูปที่ 5-11 คือตัวอย่างหลุมเจาะที่ได้จากการทำradioactivity log เปรียบเทียบกับ electrical log จะเห็นได้ว่าข้อมูลจาก radioactivity logสามารถใช้ในการ corerelations ของแต่ละชั้นหินได้ดีกว่า จึงถือได้ว่าเป็นการทำ logging ที่ให้ข้อมูลละเอียดที่สุด

            ข้อมูลที่ได้จากการทำ radioactivity logging นับว่ามีประโยชน์ต่อการจัดทำ rock stratigraphy ของชั้นหินจากหลุมเจาะหลุมหนึ่งไปยังหลุมเจาะหลุมอื่น ๆ โดยไม่มีผลกระทบว่าหลุมเจาะนั้น ๆ จะเป็นหลุมเจาะเกลือที่มีความเค็มสูง หรือหลุมเจาะน้ำมัน หรือน้ำผสมกับน้ำมัน หรือน้ำโคลนที่ใช้เจาะทุกยี่ห้อทุกประเภท ทั้งนี้เราะเส้น curve ของ radioactivity นี้ได้จากการตรวจวัดรังสี radiation ที่มาจากชั้นหินจึงไม่มีผลกระทบใด ๆ จากของเหลวที่อยู่ในหลุมเจาะนั้น

 
by admin : 2011-01-28 11:21:14

 
117/43 Moo. Luentong II Village, Ladphao-Wanghin Rd. Ladphao, Bangkok 10230 Tel No: (+66) 02-9317773 Fax No: (+66) 02-5386056