Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 Visitor : 775677
 
[knowledge] การสูบทดสอบ  
 

ข้อแนะนำ

  1. ให้ทำแผนที่แสดงบ่อบาดาลที่ทำการสูบทดสอบและบ่อสังเกตการณ์ (ถ้ามี)
  2. การสูบทดสอบต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบและอยู่ในความควบคุมของนักอุทกธรณีวิทยา
  3. น้ำที่ได้จากการสูบทดสอบต้องปล่อยทิ้งให้ไกลจนมั่นใจว่า ไม่ไหลย้อนกลับเข้าสู่บ่อบาดาลและบ่อสังเกตการณ์
  4. ปริมาณและคุณภาพน้ำที่สูบทดสอบต้องไม่มีผลกระทบต่อคุณภาพดิน พืชผลทางเกษตร อาคาร น้ำท่วม แหล่งเติมน้ำบาดาล และไม่เป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดมลภาวะและสิ่งแวดล้อมทั่วไป
  5. ช่วงเวลา (time of year) วัน เดือน ปี ที่เหมาะสมสำหรับการสูบทดสอบในชั้นน้ำชนิดไม่มีแรงดัน (unconfined aquifer)  ไม่ควรอยู่ในช่วงฤดูฝนหรือฤดูแล้ง แนะนำให้ดำเนินงานช่วงที่ระดับน้ำบาดาลมีค่าเฉลี่ยปานกลาง ส่วนการสูบทดสอบกับชั้นน้ำมีแรงดัน (confined aquifer) ดำเนินการไตลอดฤดูกาล
  6. อัตราการสูบ (test pumping test) ต้องสูบในอัตราที่มากกว่าความต้องการใช้ แต่ต้องไม่มากเกินไปจนทำให้เกิดความเสียหายต่อชั้นน้ำบาดาล
  7. ปริมาณที่สูบต้องควบคุมให้มีอัตราคงที่สม่ำเสมอ  เมื่อสูบน้ำติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ ระดับน้ำในบ่อจะลดลงทำให้อัตราการสูบลดลงด้วย  กรณีเช่นนี้ ต้องเตรียมเครื่องสูบที่มีกำลังเร่ง ที่สามารถควบคุมอัตราการสูบได้คงที่ตามต้องการได้  ซึ่งเครื่องสูบยนต์ชนิดเทอร์ไบน์มีข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับเครื่องสูบชนิดสูบไฟฟ้า เพราะสามารถเพิ่มแรงดันแรงต้านได้ (friction)  อย่างไรก็ตามอัตราการสูบอาจเพิ่มหรือลดลงได้บ้างแต่ไม่ควรเกินร้อยละ 5
  8. 6.2  ข้อขัดข้องขณะสูบทดสอบ  ถ้าพบว่าอัตราการสูบได้มากกว่าหรือน้อยกว่าที่กำหนดเกินร้อยละ 10 ในช่วงชั่วโมงแรกของการสูบทดสอบ ต้องยกเลิกการสูบทดสอบแล้วปล่อยให้ระดับน้ำคืนตัวจนถึงระดับปกติแล้วจึงเริ่มทดสอบใหม่อีกครั้ง

 

 

 

 

 

Water well pumping test and Aquifer test

1.  การสูบทดสอบน้ำจาดบ่อบาดาล (water well pumping test)

เพื่อทราบศักยภาพการให้น้ำของบ่อบาดาล สามารถทดสอบได้ด้วยการสูบน้ำจากบ่อบาดาลแบบ short term pumping test  และ step drawdown pumping test

                2.  การสูบน้ำจากบ่อบาดาลเพื่อหาคุณสมบัติของชั้นน้ำบาดาล (aquifer test)

                เพื่อทราบคุณสมบัติทางชลศาสตร์ของชั้นน้ำบาดาล (aquifer hydraulic conductivity) สามารถทดสอบได้ด้วยการสูบน้ำจากบ่อบาดาลแบบ long term pumping test  และ step drawdown  testและมีบ่อสังเกตการณ์ที่มีระยะห่างไม่ไกลมาก  โดยทั่วไปใช้เวลาสูบระหว่าง 24 -72 ชั่วโมง

                3.  ระหว่างที่ทำการสูบน้ำจะต้องตวงวัดปริมาณน้ำที่สูบและระดับน้ำที่ลดลงในบ่อบาดาล ทั้งในบ่อสูบและในบ่อสังเกตการณ์  เมื่อหยุดสูบน้ำก็ยังคงวัดระดับนำคืนตัวต่อเนื่องไปจนกว่าระดับน้ำจะคืนสู่สภาวะปกติ  ดังนั้นจึงต้องมีตารางไว้จดบันทึกค่าการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงเวลาด้วย

                4.  Aquifer test  มีประโยชน์อย่างไร 

                ประโยชน์ชัดเจนที่สัมผัสได้คือ ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณน้ำที่สูบทดสอบกับระดับน้ำลดทั้งในบ่อสูบและบ่อสังเกตการณ์  ถ้าทราบคุณสมบัติเฉพาะทางชลศาสตร์ของชั้นน้ำบาดาล (aquifer characteristics) จะสามารถคำนวณหาค่าระดับน้ำลดและระยะห่างของกรวยน้ำลด (cone of depression) ตามอัตราสูบต่างๆ กันได้ ใช้ประโยชน์ในการคาดคะเนและทำนายผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการสูบใช้น้ำบาดาล

การเตรียมการ design aquifer test

เนื่องจากงานสูบทดสอบเพื่อหาค่าคุณสมบัติของชั้นน้ำบาดาลเป็นงานที่ใช้เวลานานและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงมือปฏิบัติการ

ในการสูบทดสอบ (aquifer test) ก่อนเริ่มดำเนินการในหัวข้อนี้มีข้อแนะนำว่า ไม่มีสูตรสำเร็จ (off the shelf) ว่าจะต้องสูบน้ำด้วยอัตราเท่าใด ตลอดจนระยะเวลาสูบทดสอบและผลกระทบที่เกิดขึ้นของกรวยน้ำลด (cone of depression) จำนวนและระยะห่างของบ่อสังเกตการณจะเป็นเช่นไร ในความเป็นจริงต้องไปกำหนดหรือออกแบบกันในภาคสนาม โดยพิจารณาจากสภาพอุทกธรณีวิทยาและโครงสร้างบ่อบาดาลเป็นหลัก

ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญจะทำหน้าที่ออกแบบและวางแผนงานการสูบทดสอบให้ได้ผลถูกต้องใกล้เคียงกับสภาพอุทกธรณีวิทยาของพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง

ข้อจำกัดและข้อบกพร่องของการสูบทดสอบ

  1. การวางแผนไม่รัดกุมดีพอก่อนเริ่มดำเนินการ
  2. เวลาทดสอบสั้นเกินไป

ระยะเวลาการทดสอบเพียง 1 –4 ชั่วโมง อาจมีประโยชน์ในการประเมินค่าศักยภาพในการให้น้ำของบ่อบาดาลเท่านั้น (specific capacity of well) ไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการไหลของน้ำทั้งระบบของชั้นน้ำบาดาลได้

การสูบทดสอบน้ำที่ใช้เวลานานๆ และปริมาณมากๆ ย่อมส่งผลกระทบถึงแนวรอยต่อถึงชั้นน้ำข้างเคียง (aquifer boundary)  ลำธาร (streams)  ความแตกต่างด้านธรณีวิทยา (geologic contacts) หรือสันปันน้ำใต้ดิน (groundwater divides) ได้เป็นต้น  ดังนั้นจึงแนะนำให้สูบทดสอบในอัตราที่มากและระยะเวลายาวนาน

  1. ระดับน้ำคืนตัว (recovery)

โดยเป็นที่เข้าใจตรงกันในหมู่นักอุทกธรณีวิทยาแล้วว่า จะต้องให้ระดับน้ำก่อนทำการสูบทดสอบคืนตัวสู่สภาวะปกติ (static water level)  ก่อนเริ่มดำเนินการเสมอ ถ้าหากมีการทดลองสูบก่อนหน้านี้ต้องหยุดและรอให้ระดับน้ำคืนตัวอย่างน้อย 15 ชั่วโมง

  1. ระดับน้ำลด (drawdown)

มีหลายองค์ประกอบที่มีผลกระทบต่อระดับน้ำลดในบ่อสูบและบ่อสังเกตการณ์ เช่น ปริมาณน้ำที่สูบ ระยะเวลายาวนาน แหล่งต้นน้ำหรือเติมน้ำ (recharge) แรงดันบรรยากาศกรณีบ่อน้ำบาดาลในชั้นน้ำแรงดัน (confined aquifer) หรือระดับน้ำบาดาลที่เปลี่ยนแปลงกรณีชั้นน้ำบาดาลปราศจากแรงดัน (unconfined aquifer) หรือผลกระทบจากการสูบใช้น้ำของบ่อข้างเคียง ข้อมูลเหล่านี้ต้องตรวจวัดเพื่อใช้อ้างอิงได้ด้วย

  1. การวัดอัตราสูบและระดับน้ำ (monitoring practices, flow rate, water level)

การวัดระดับน้ำมีข้อบกพร่องและผิดพลาดได้เสมอ  โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาที่ต้องวัดบ่อยๆ ควรวัดให้ละเอียดด้วยทศนิยม 2 ตำแหน่ง เช่น 10.12 เมตร และวัดให้ถูกต้องตรงตามเวลาที่ออกแบบไว้ ส่วนอัตราการสูบต้องตวงวัดทุกๆ 2 ชั่วโมง โดยรักษาอัตราสูบให้คงที่หรือไม่เกินร้อยละ 10 จากที่กำหนดไว้

  1. การระบายน้ำ (drainage)

ปริมาณที่สูบออกจากบ่อทดสูบต้องระบายออกไปให้ไหลจากบ่อสูบทดสอบและบ่อสังเกตการณ์ จนมั่นใจว่าจะไม่ไหลย้อนกลับเข้าสู่บ่อตลอดเวลาขณะทำการทดลองนี้

การบันทึกข้อมูล

มีหลายรูปแบบการบันทึกผลการสูบทดสอบ ตัวอย่างที่นำเสนอมานี้สามารถปรับปรุงได้ ดังนี้

  1. ระยะเวลา (duration)

กรณีชั้นน้ำภายใต้แรงดัน (confined aquifer) แนะนำให้สูบในอัตราคงที่อย่างน้อย 24 ชั่วโมง ส่วนในชั้นน้ำปราศจากแรงดัน (unconfined aquifer) ควรสูบทดสอบเป็นเวลาติดต่อกันอย่างน้อย 72 ชั่วโมง

  1. อัตราการสูบ (pump rate)

อัตราการสูบทดสอบ ควรสูบที่อัตราปกติตามความต้องการใช้งานและต้องไม่ให้ระดับน้ำลดมากจนเกินไป  โดยไม่ทำให้ระดับน้ำลงไปถึงท่อกรอง และแนะนำให้สูบอัตราร้อยละ 75 ของความสามารถให้น้ำของบ่อบาดาล (safe yield)

  1. บ่อสังเกตการณ์ (observation well)

บ่อบาดาลที่อยู่ในรัศมี 300 เมตร และอยู่ในชั้นน้ำบาดาลเดียวกันสามารถใช้เป็นบ่อสังเกตการณ์ได้  ถ้าทำการสูบทดสอบกับบ่อในชั้นน้ำภายใต้แรงดัน ควรตรวจวัดระดับน้ำในบ่อน้ำบาดาลที่ชั้นน้ำปราศจากแรงดันที่อยู่ด้านบนด้วย

  1. ตรวจวัดน้ำในลำธาร (stream stage)

ถ้ามีลำธารหรือหนองบึงอยู่ใกล้บ่อน้ำบาดาลที่กำลังทำการสูบทดสอบ ต้องทำการตรวจวัดระดับน้ำ ความกว้าง และความลึกของลำธารนั้น

  1. ก่อนเริ่มทำการสูบทดสอบ (pre-pumping phase)

ให้ทำการวัดระดับน้ำทั้งในบ่อสูบและบ่อสังเกตการณ์ก่อนเริ่มสูบน้ำ 16 ชั่วโมง คือ ชั่วโมงที่ 16, 12, 3, 2 และ 1 ชั่วโมง สุดท้ายให้วัดทุก 20 นาที ตรวจวัดแรงดันบรรยากาศที่ระดับปากบ่อ เพื่อนำไปปรับแก้แรงดันจริงตามระดับน้ำในบ่อบาดาล

  1. ขณะทำการสูบทดสอบ (pumping phase)

เมื่อเริ่มสูบน้ำออกจากบ่อน้ำบาดาล ช่วง 100 นาทีแรก  ระดับน้ำจะลดลงเร็วมากจึงต้องทำการตรวจวัดบ่อย มีข้อแนะนำดังนี้

 

ช่วงเวลา (นาที) - หลังเริ่มสูบ

ความถี่ (นาที) ที่ทำการตรวจวัด

0 –1

1

10

10

10 - 100

3

100 -  300

60

300 -  1,000

240 (4 ชั่วโมง)

1,000 -  5,000

1,440 (1 วัน)

5,000  จนจบ

 

 

  1. การวัดระดับน้ำคืนตัว (recovery phase)

เมื่อหยุดสูบหรือการสูบทดสอบจบสิ้น ต้องทำการวัดระดับในบ่อสูบและบ่อสังเกตการณ์ ช่วงระยะเวลาและความถี่ในการตรวจวัดใช้รูปแบบเดียวกันกับการสูบ  เมื่อระดับน้ำคืนตัวได้ร้อยละ 95 อนุโลมให้ยุติการตรวจวัดได้

 

  1. การตรวจวัด (measuring devices)

ต้องทำการตรวจวัดอัตราสูบและระดับน้ำตามมาตรฐาน เช่น โดยวิธี orifice, flow meter หรือ wier  เป็นต้น

ผู้ดำเนินการสูบทดสอบ

บุคคลที่ทำหน้าที่ควบคุมและกำกับดูแลการสูบทดสอบต้องได้รับการขึ้นทะเบียนยอมรับจาก........................................ ทั้งนี้อาจเป็นนักธรณีวิทยา วิศวกรธรณีหรือวิศวกรผู้ชำนาญการด้านอุทกธรณีวิทยา  ทั้งนี้จะต้องมีพื้นฐานความรู้ด้านอุทกธรณีวิทยาเป็นสำคัญ  สำหรับผู้ปฏิบัติงานสนามเป็นกลุ่มช่างเทคนิคที่มีประสบการณ์ หรือผ่านการอบรมช่างเจาะน้ำบาดาล

ประโยชน์จากการทำ aquifer test

1.  ข้อมูลที่ได้จากผลการสูบทดสอบ ระบุได้ว่ามีปริมาณน้ำบาดาลที่สามารถสูบได้อย่างปลอดภัยจำนวนเท่าใด

2.  ข้อมูลที่ได้จากผลการสูบทดสอบ กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้น้ำบาดาลในอนาคตจะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำบาดาลในภาพรวม

3.  สามารถบริหารจัดการด้านสภาวะผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมทั่วไปได้

เครื่องมือและอุปกรณ์การสูบทดสอบ

  1. สายวัดความยาว (tape meter)
  2. เครื่องสูบน้ำ (turbine of submersible pump)
  3. เกร์วัดแรงดันน้ำ
  4. สายวัดระดับน้ำ
  5. สายวัดชนิดถ่วงน้ำหนัก
  6. เทปวัดระยะชนิดแผ่นเหล็ก
  7. เครื่องปั่นไฟ
  8. เครื่องบันทึกระดับน้ำ
  9. นาฬิกาจับเวลา
  10. กระดาษกราฟ
  11. อุปกรณ์ป้องกันเปียกน้ำ
  12. อุณหภูมิ
  13. เครื่องคิดเลข
  14. เครื่องวัดแรงกดอากาศ
  15. เทปไฟฟ้าวัดระดับน้ำ
  16. ไฟฉาย
  17. pH meter
  18. conductivity meter
  19. ท่อจ่ายน้ำ
  20. มาตรวัดน้ำ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขั้นตอนการทำงาน (procedures)

การเตรียมการ (preparation)

  1. ศึกษาข้อกำหนดของงานให้เข้าใจโดยละเอียดแล้วเตรียมอุปกรณ์เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่จำเป็น
  2. เตรียมอุปกรณ์เก็บตัวอย่างน้ำและอุปกรณ์การตรวจวัด ตวงวัด
  3. ฆ่าเชื้อโรคหรือทำความสะอาดอุปกรณ์ก่อนนำมาใช้งานเสมอ
  4. จัดทำตารางเวลาปฏิบัติงานให้คณะทำงานและผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบทุกขั้นตอน
  5. สำรวจสภาพพื้นที่ก่อนเข้าดำเนินการและเตรียมงานด้านความปลอดภัย
  6. เขียน ระบุรายละเอียดในฉลากตัวอย่างดินและน้ำให้ชัดเจน

การเตรียมงานภาคสนาม (field preparation)

  1. ทบทวนแผนงานและปรับเข้ากับสภาพจริงของพื้นที่และบ่อบาดาลที่ต้องทดสอบ
  2. ตรวจเช็คอุปกรณ์ใช้งานสนามทุกรายการว่าใช้งานได้จริง และมีอุปกรณ์อะไหล่ไว้เสริม กรรีชำรุดหรือหมดอายุการใช้งาน
  3. จัดวาง จัดแยกวัสดุอุปกรณ์ให้เป็นระเบียบในตำแหน่งที่ง่ายและใช้สะดวก
  4. บ่อสูบทดสอบต้องรับการพัฒนาเสร็จสมบูรณ์และได้มาตรฐาน
  5. อุปกรณ์ตวงวัด เช่น orifice, flow meter  ถังตวง ต้องสอบเทียบให้ได้มาตรฐาน
  6. น้ำที่สูบจากบ่อทดสอบต้องปล่อยไหลไปให้ไกลจนมั่นใจว่าไม่ไหลกลับเข้าสู่บ่อสูบและบ่อสังเกตการณ์ และควรได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่
  7. ท่อจ่ายน้ำต้องติดตั้งวาล์วควบคุมการไหล (flow rate, valve) กรณีที่มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำต้องติดตั้งท่อจ่ายขนาดเล็กที่ท่อจ่ายปากบ่อด้วย

ก่อนสูบทดสอบ (pre-test monitoring)

แนะนำให้ทำการตรวจวัดระดับน้ำในบ่อสูบทดสอบและบ่อสังเกตการณ์ก่อนเริ่มงานสูบทดสอบอย่างน้อย 16 ชั่วโมง (กรณีการศึกษาวิจัยกำหนดไว้ 1 สัปดาห์) ทั้งนี้เพื่อให้ได้ค่าระดับน้ำปกติ (static water level) รวมทั้งการตรวจวัดความดันอากาศ (barometric records)  เพื่อใช้ปรับค่า (calibrate)  ระดับน้ำให้ถูกต้อง

                การสูบทดสอบแบบเพิ่มอัตรา (step test)

                ต้องทำการสูบทดสอบแบบเพิ่มอัตราก่อนทดสอบแบบ long term pumping test การสูบเพิ่มอัตรามีวัตถุประสงค์เพื่อประมาณการให้น้ำสูงสุดของบ่อบาดาล และเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับนำไปใช้ในการทำการสูบทดสอบแบบ long term pumping test

 

 

 

                การสูบทดสอบ (pump test)

                ช่วงเวลา (time interval)

                เมื่อเริ่มทำการสูบทดสอบน้ำจากบ่อบาดาล จะต้องบันทึกระดับน้ำในบ่อสูบและบ่อสังเกตการณ์ อัตราการสูบตามอัตรา ดังนี้

                กรณีบ่อสูบ (pumped well)

 

ช่วงเวลา (นาที) หลังเริ่มสูบ

ช่วงเวลาความถี่ (นาที ที่ตรวจวัด

0 –10

5 - 1

10 - 15

1

15 -  60

5

60 -  300

30

300-  1,440

60

1,440  หยุดสูบ

480

 

กรณีบ่อสังเกตการณ์ (observation well)

 

ช่วงเวลา (นาที) หลังเริ่มสูบ

ช่วงเวลาความถี่ (นาที ที่ตรวจวัด

0 –60

2

60 - 120

5

120 -  240

10

240 -  360

30

360-  1,440

60

1,440  หยุดสูบ

480

 

การตรวจวัดระดับน้ำ (water level measurements)

บ่อสูบทดสอบและบ่อสังเกตการณ์จะต้องมีบุคลากรประจำบ่อ 1คน/บ่อ พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ตรวจวัดโดยบันทึกรายละเอียด ดังนี้

1.  บันทึก ระบุ ตำแหน่ง จุดที่ตั้งบ่อบาดาลที่ทำการทดสอบ เช่น บ้าน วัด โรงเรียน ตำบล อำเภอ จังหวัด และพิกัด

2.  ระยะทางระหว่างบ่อสูบทดสอบและบ่อสังเกตการณ์

3.  กระดาษกราฟ (logger) บันทึกข้อมูล

4.  ระบุ วัน เดือน ปี ที่เริ่มทำการทดสอบ

5.  นาฬิกาจับเวลา

6.  อุปกรณ์ตรวจวัดระดับน้ำ

ระยะเวลาทำการสูบทดสอบ (test duration)

ระยะเวลาในการสูบทดสอบให้พิจารณาตามวัตถุประสงค์ของโครงการและคุณสมบัติให้น้ำของชั้นน้ำบาดาลหรือพิจารณาได้จากกราฟ (semi-log graph) ที่พล๊อตระหว่างระดับน้ำและเวลา ถ้าเส้นกราฟเป็นเส้นตรงแสดงว่าระยะเวลาการสูบทดสอบเพียงพอ  หรือสูบต่อไปอีกไม่เกิน 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายแนวคิดที่ใช้เป็นแนวทางในการกำหนดระยะการสูบทดสอบ

บ่อน้ำบาดาลในชั้นน้ำบาดาลปราศจากแรงดัน (unconfined aquifer) และติดตั้งท่อกรองสั้นๆ  (partial penetration) ระยะเวลาการสูบทดสอบอาจทำได้ไม่ยาวนาน

กรณีที่ทำการสูบทดสอบแบบaquifer test หรือ long term pumping test ระยะเวลาการสูบทดสอบให้อยู่ในการพิจารณาของนักอุทกธรณีวิทยา แต่ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่จะต้องสูบน้ำต่อไปอีก ถ้าระดับน้ำในบ่อสูบไม่ลดลง หรือ เข้าสู่สภาวะเสถียร (stady state)

หลังทำการสูบทดสอบ (post operation)

ภายหลังการสูบทดสอบเสร็จสิ้น หรือวัดระดับน้ำคืนตัวเรียบร้อยแล้ว ให้ดำเนินการดังนี้

1.  เก็บอุปกรณ์และเครื่องมือและทำความสะอาดทุกชิ้น ไม่ทิ้งขยะหรือวัสดุใดๆ ไว้บริเวณที่ทำการทดสอบ

2.  ตรวจเช็คอุปกรณ์เครื่องมือ และเก็บไว้ในตำแหน่งที่ถูกต้อง พร้อมที่จะนำไปใช้ในครั้งต่อไป อุปกรณ์ที่ชำรุดให้หามาทดแทน

3.  เอกสาร รายการบันทึกข้อมูล และรายการอื่นๆ ขวดน้ำตัวอย่าง ให้เก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย ไม่เปียกน้ำ

4.  ตรวจสอบความเรียบร้อยการบันทึกข้อมูลพื้นฐานภาคสนาม

5.  แปลค่ากราฟระดับน้ำลดและระดับน้ำคืนตัว

การคำนวณ (calculations)

การคำนวณเพื่อหาค่าคุณสมบัติเฉพาะทางชลศาสตร์ของชั้นน้ำบาดาล (aquifer characteristic)  ทำได้หลายวิธี  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเบื้องต้นของชั้นน้ำบาดาลนั้นๆ เช่น ชั้นน้ำภายใต้แรงดัน (confined aquifer) หรือชั้นน้ำกึ่งแรงดัน (leakage confining aquifer) และอื่นๆ แนะนำให้ศึกษารายละเอียดในเอกสาร ดังนี้

การควบคุมคุณภาพ (quality control)

อุปกรณ์ตรวจวัด และตวงวัดที่ใช้ทดสอบในสนามต้องนำไปตรวจสอบปรับความถูกต้อง (calibrate) ก่อนใช้งานเสมอ  สำหรับเครื่องตรวจวัด เช่น pH conductivity และ temperature ต้องผ่านการตรวจสอบอีกครั้งในภาคสนาม (checked on-site) และรวมทั้งนาฬิกาจับเวลาด้วย (stopwatch)

 

 

ความปลอดภัยและสุขอนามัย

การดำเนินการใดๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนแล้วเสร็จของงานสูบทดสอบต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมเสมอ

เอกสารอ้างอิง (references)

Boulton,N.S.,1954.  The Drawdown of the water-table under Non-steady conditions near a pumped well in an unconfined formation”, Paper 5979 in proceedings of the institution of civil engineers, Vol.3,p.564

Boulton,N.S., 1963. Analysis of data from Non-equilibrium pumping tests allowing for delayed yield from storage”, paper 6693 in proceedings of the institution of civil engineers, Vol.26 pp.469-82.

Bower,H.,1978. Groundwater hydrology, McGraw-Hill Book company, New York.

Bower, H. and R.C. Rice, 1976. A slug test for determining hydraulic conductivity of unconfined aquifers with completely or partially penetrating wells”, Water resources research, Vol.12, No.3.

Bredhoeft, J.D, and S.S Papadopulos, 1980. A method of determining the hydraulic properties of tight formations”, Water resources research, Vol.16, No.1.pp.23-238.

Cooper, Jr. H.H., J.D., Bredehoeft, and S.S. Papadopulos, 1976 “Response of a Finite-diameter well to an instantaneous charge of water”, Water resources research, Vol.13, No.1.

Cooper, Jr. H.H., C.E.., jacob, 1946 “A Generalized graphical method for evaluating formation constants and summarizing well-field history”, American Geophysical Union Transactions, Vol.27, No.4, pp.526-534.

Earlougher. R.C., 1977. Advances in well test analysis, society of petroleum engineers of AIME.

Ferris, J.G., and D.B.,Knowles, 1954. “The slug test for estimating transmissivity”, U.S. Geological survey ground water note 26.

 
by admin : 2011-01-28 12:13:43

 
117/43 Moo. Luentong II Village, Ladphao-Wanghin Rd. Ladphao, Bangkok 10230 Tel No: (+66) 02-9317773 Fax No: (+66) 02-5386056